จุดหมาย

วังหิ่งห้อย โอเอซิสกลางกรุงกับธรรมชาติที่เราสร้างขึ้นได้

5 มีนาคม 2018 / กรุงเทพฯ

หากใครที่ชอบเรื่องเล่าประวัติศาสตร์หน่อยก็จะรู้ว่ากรุงเทพฯ ของเรานั้นเมื่อก่อนเต็มไปด้วยคูคลองมากมายที่เชื่อมส่วนต่างๆ ของบางกอกเข้าด้วยกัน สองฝั่งริมน้ำนั้นก็จะเป็นเรือนสวนแซมด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในพื้นที่ และหนึ่งในตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของธรรมชาติในพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำอย่างกรุงเทพฯ ก็คือ หิ่งห้อย แมลงตัวน้อยที่สามารถเปล่งแสงออกมาได้ในตอนกลางคืน  

แต่การจะดูหิ่งห้อยในกรุงเทพฯ ยุคปัจจุบันดูจะเป็นเรื่องไกลเกินฝันไปแล้ว เพราะบ้านของหิ่งห้อยตามธรรมชาติถูกเปลี่ยนแปลงไปตามการพัฒนาเมือง จนทำให้การดูหิ่งห้อยเป็นการออกเดินทางไปดูตามพื้นที่ต่างจังหวัด เช่นอัมพวา หรือพื้นที่อื่นๆ ที่สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติยังไม่ถูกรบกวนมากนัก

ทว่าเมื่อเร็วๆ นี้กลับมีโปรเจ็คหนึ่ง กล้าลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นั่นคือการสร้างบ้านของหิ่งห้อยให้กลับมาอีกครั้งใจกลางกรุงเทพฯ ในชื่อ วังหิ่งห้อย ร้านอาหารที่มีอายุเพียงแค่ 18 เดือนเท่านั้น ซึ่งเท่ากับอายุไขเจ้าแมลงแสงน้อยชนิดนี้

“ทำไมเราจะเอาธรรมชาติมาไว้กลางเมืองไม่ได้”

เมืองล้อมป่า


จุดเริ่มต้นของร้านวังหิ่งห้อยไม่ได้เกิดขึ้นปุ๊บปั๊บ หากแต่เป็นการวางแผนปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมซึ่งเคยเป็นสนามไดรฟ์กอล์ฟมาก่อนให้กลายเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับป่า ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างความสมดุลของระบบนิเวศให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของหิ่งห้อย​ โดยเฉพาะน้ำ สิ่งสำคัญในวงจรชีวิตของหิ่งห้อย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาหาร วางไข่ และใช้ชีวิตอยู่กับต้นไม้ ซึ่งสามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยของหิ่งห้อยได้

องค์ความรู้ทั้งหมดนั้นมาจากการที่เจ้าของร้านได้เปิดฟาร์มเลี้ยงหิ่งห้อยของตัวเองในจังหวัดกาญจนบุรีมานานกว่า 2 ปี ทำให้มีความรู้ในการเลี้ยง และมีคนดูแลหิ่งห้อยที่ตามมาดูแลหิ่งห้อยถึงที่ร้าน ซึ่งมีหิ่งห้อยเลี้ยงไว้ถึง 3 ชนิด ตั้งแต่หิ่งห้อยดิน หิ่งห้อยน้ำจืด และหิ่งห้อยน้ำกร่อย

การสร้างบรรยากาศเดินทางจากเมืองสู่ป่าเริ่มต้นตั้งแต่ที่ทางเข้า ซึ่งเป็นกำแพงดินขนาดใหญ่ที่ไล่ความสูงจาก 6 เมตรลงมาถึงทางเข้าที่ตีทางเดินแคบลงมาก่อนเลี้ยวผ่านบ่อน้ำและต้นไม้ไปสู่ประตูทางเข้าบานใหญ่ที่เมื่อผลักเข้าไปจะพบกับอีกโลกแห่งความงามของสวนสวยล้อมกรอบอยู่หลังกระจกบานใส 4 ด้าน

เราชื่นชมในการวางแลนด์สเคปของดีไซเนอร์ในการสร้างบรรยากาศซึ่งตัดขาดเราจากโลกภายนอกได้อย่างสิ้นเชิง และทำให้เราได้ตื่นตากับสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อแขกที่มาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านของหิ่งห้อยที่ย้ายบ้านมาอยู่ใจกลางเมืองที่นี่ด้วย


แอบดูบ้านเจ้าตัวน้อย

สิ่งที่เราเห็นได้ชัดหลังก้าวเดินเข้ามาในโซนร้านอาหารคือ​การควบคุมแสงที่เน้นใช้แสงให้น้อยที่สุด สาเหตุก็เป็นเพราะหากแสงสว่างเกินไป หิ่งห้อยก็จะหลบตัว ไม่ส่องแสงหรือออกมาให้เห็น

แต่ห้องสุดเซอร์ไพรส์ของเราเห็นจะเป็นห้องดูหิ่งห้อยที่อยู่ด้านในสุดของร้าน ซึ่งห้องลับนี้ออกแบบให้เปรียบเสมือนป่าทึบ ไม่มีแสงใดๆ ทั้งสิ้น โดยภายในพื้นที่นั้นจะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการปรับอุณหูมิให้เหมาะสม ทั้งเรื่องความชื้น และแสงที่ต้องมืดสนิทชนิดที่คนเข้าไปดูมองไม่เห็นอะไรแม้แต่มือตัวเอง!

แต่ข้อดีคือเราจะมองเห็นแสงไฟระยิบระยับของหิ่งห้อยนับร้อยตัวที่พร้อมใจกันออกมาบินส่องเสียงเรืองรองอยู่ในห้องกระจกที่มีเพียงกระจกใสกันระหว่างเราและเจ้าตัวน้อยที่ดูมีความสุขเมื่อได้บินออกมาหลังจากที่ความมืดคืบคลานเข้ามาแทนที่

แต่หากใครรู้เรื่องหิ่งห้อยก็จะรู้ว่า การส่องแสงของหิ่งห้อยในตอนนี้คือ การส่องแสงเพื่อหาคู่ในช่วง 7 วันสุดท้ายของชีวิต


กินดื่มตามธาตุธรรมชาติ

หลังจากที่ยกธรรมชาติเข้ามาไว้ใจกลางเมืองแล้ว ทางครัวก็ยังทำอาหารอิงแนวคิดธรรมชาติ โดยทำเป็นธีมซึ่งเปลี่ยนไปทุก 3 เดือน เริ่มตั้งแต่ธาตุดินในตอนนี้ ต่อด้วยน้ำ ลม ไฟ ซึ่งเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนจะเปลี่ยนอารมณ์ของร้านไปด้วย

ด้วยความที่ดินเป็นโจทย์แรกในการทำอาหารตอนเปิดตัว อาหารจากครัวของที่นี่ก็มาจากวัตถุดิบที่มีแรงบันดาลใจจากดิน ซึ่งได้เชฟมารังสรรค์อาหารแบบ Asian-inspired จนออกมาเป็นคอร์สเมนู 5 จาน ที่ใช้การ deconstruct หรือแยกแยะส่วนประกอบต่างๆ และนำมาปรุงใหม่ด้วยเทคนิคแบบตะวันตก จนออกมาเป็นอาหารชื่อคุ้นเคยแต่รูปลักษณ์แปลกตา ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้ง ที่นำเอามันกุ้งมาต้มรวมกับเครื่องต้มยำอยู่ 2 วันก่อนจะนำน้ำซุปมากรองและเสิร์ฟพร้อมกุ้งตัวโต หรือจะเป็นแกงเผ็ดเป็ดย่างที่นำน่องเป็ดมาทอดสไตล์กงฟี และนำน้ำแกงมาราด ให้อารมณ์ผสม East meet West

แต่ที่เราชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นของหวานอย่างขนมเปียกปูนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ช็อกโกแลตขาว เสิร์ฟบนครัมเบิลที่ทำจากงาดำหน้าตาเหมือนดิน แต่เป็นดินที่รสชาติอร่อยเหลือเกิน

ส่วนค็อกเทลนั้นมีให้ลองหลากหลายตัวพร้อมคอนเซปต์ใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น Farmer’s Delight ที่ทำจากรัมไทยเสิร์ฟพร้อมผงพริกเกลือบนริมขอบแก้วเพิ่มรสชาติเผ็ดจัดจ้านขึ้นมาตามสไตล์ชาวนาโดยมีองุ่นดองวางไว้ให้จิ้มพริกเกลือข้างๆ

หรือจะเป็นค็อกเทลชื่อไทยอย่าง โพล้เพล้ ที่นำวอดก้ามา infuse กับอัญชัญ ก่อนนำมาชงกับมะนาวและไข่ขาวออกมาเป็นครีมฟองนุ่ม หรือจะเป็นตัวผสมกาแฟอย่าง Conversation ที่นำกาแฟ cold brew มาผสมกับน้ำเสาวรส ใบโรสแมรี และใบไธม์

แน่นอนว่าระหว่างมื้อเราไม่เพียงแต่จะเพลินไปกับอาหารไทยในมุมมองใหม่แล้ว เรายังได้ชมหิ่งห้อยท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ทำให้เราลืมไปเลยว่า เราอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ

 

ราคา: 2,400 บาทต่อคอร์ส

ที่อยู่: 149 ถนนริมทางรถไฟหลัง RCA (ถนนโลคัลโรด) บางกะปิ ห้วยขวาง โทร. 091-979-6226 เปิดทุกวัน 18:30-23:30 น. www.facebook.com/WangHingHoi

บทความที่เกี่ยวข้อง

จุดหมาย
7 ร้านคราฟต์เบียร์อารีย์ที่มาได้ทุกวัน

23 มีนาคม 2018 / กรุงเทพฯ

จุดหมาย
ชวนแวะ 7 จุดความเขียวแห่งบางกระเจ้า

17 มีนาคม 2018 / กรุงเทพฯ

จุดหมาย
หาดใหญ่ City Guide “กิน-เที่ยว-ช็อป” จบที่เดียว

12 มีนาคม 2018 / กรุงเทพฯ

จุดหมาย
Uber หาดใหญ่พร้อมให้บริการแล้ว

3 มีนาคม 2018 / ประเทศไทย

จุดหมาย
10 ร้านเด็ด นั่ง Uber ไปกินได้ตลอด 24 ชั่วโมง

28 กุมภาพันธ์ 2018 / กรุงเทพฯ